นักเดินทางมักจะบอกตรงกันว่า
“ เรื่องราวระหว่างทางก็มีความหมายไม่แพ้ปลายทาง ”
หรือจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ
อย่าให้ความสำคัญกับการวิ่งให้ถึงจุดหมาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จนไม่สนใจระหว่างทางที่ไป ฝนจะตก แดดจะออก ดอกไม้จะบานอย่างไร
และถ้าเปรียบเทียบการเดินทางไปบนถนนท่องเที่ยว กับการเดินทางไปบนถนนความรัก
ก็คงจะไม่ต่างกันนักหรอก
คนที่ตั้งใจวิ่งไปถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เจอรักแท้ที่ปลายทางอย่างเร็วที่สุด
ก็อาจจะต้องเหนื่อยล้า ยิ้มไม่ค่อยเป็น มีความสุขได้ยาก มีความทุกข์ได้ง่าย
และพอมีอุปสรรค เช่น ไปเจอคนที่รักจริง
คนที่เหมือนจะไปด้วยกันได้ดี แต่ที่สุดก็ไปด้วยกันไม่ได้
ก็อาจจะตัดพ้อท้อแท้กับชีวิต หรืออาจถึงกับ ไม่เหลือความศรัทธาในความรัก
ตัดสินใจหยุดวิ่ง ไม่ไปต่อ ล้มเลิกจุดหมาย
แตกต่างจาก คนที่ไม่ได้ออกเดินทางไปบนถนนความรัก เพียงเพื่อจะถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว
แต่ยังให้ความสำคัญกับคืนเหงา ๆ นอนฟังเสียงฝนตก
หยุดเดินสักพัก เพื่อชื่นชมกับดอกไม้ที่เริ่มบาน กับตะวันตอนเช้าที่เริ่มอุ่น
คนที่ไม่ได้รีบร้อน เพียงเพื่อจะให้ไปพบกับรักแท้อย่างรีบเร่ง
คนแบบนี้มักจะมีความสุขได้ง่าย มีความทุกข์ได้ยาก ร่ำรวยรอยยิ้ม ถ้าเหนื่อยก็รู้จักหยุดพัก
และเมื่อต้องเจอกับอุปสรรค เจอกับคนที่รักไม่จริง
เจอกับคนที่คบกันเพียงช่วงเวลาหนึ่ง...แม้ไม่ใช่คนที่จะรักกันได้ตลอดไป
ก็จะไม่มีทางเสียศรัทธา ในคำว่ารักไปง่ายๆ
ไม่มีทางจะหันกลับ ไม่มีวันล้มเลิกจุดหมาย
เพราะการรู้จักคิด ว่าในเรื่องร้าย ก็ยังมีเรื่องดีๆ
แม้จะเดินไปด้วยกันต่อไม่ได้ กับคนนี้
แต่ก็ยังมีความทรงจำดีๆ หลงเหลืออยู่ร่วมกัน
และ “ รักแท้ ” ก็ยังคงรออยู่ที่ปลายทาง
ถึงเดินช้าแต่ถ้าไม่เลิกเดิน . . . สักวันหนึ่งก็ต้องไปถึง . . .
ที่มา http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?PHPSESSID=674c3c3d47bf08d03fe60f7921cf6d0c&topic=2807.0
บล็อคนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ในการแลกเปลี่ยน ความคิด ระหว่างเรื่องความรัก
วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
รักแบบฮ่าเล็กๆ
1. เคารพตัวเองซะ -
สั้นๆ ว่า "แมนว้อย แมนนนนนนน" ไม่ใช่แมว คือ ทำตัวให้มันดูสมกับเป็นผู้ชายหน่อย
แต่ไม่ใช่โชว์พาว์น ทำเท่ห์ กินเหล้า สูบบุหรี่ อันนั้นเรียก กุ๊ยแล้ว...
ความมั่นใจ หาได้ในตัวเอง...วันนี้อ่านแล้วงงก็ช่างมัน พยายามมั่นใจ+หน้าด้าน
สำหรับสาวๆ คือ มั่นใจหน่อย แต่งตัว เลือกที่เหมาะกับตนเอง ไม่ตามแฟชั่น ไม่บ้าแบรนด์
อย่าไปไล่ตามใครจนเกินไป อย่าผูกติดว่าเราต้องรอให้มาจีบ
2. พัฒนาตัวเองซะ -
ใครขี้อายก็ต้องเข้าสังคม... อ้วนกลมก็ต้องออกกำลัง เสียค่าไปยิม เจียดเวลาไปออกกำลัง
มีผลวิจัยมาแล้วว่า คนเราหากพบกันหลังออกกำลังกาย ที่สารเอนโดรฟินหลั่ง จะสนิทกันเชิงชู้สาวง่าย
เพราะงั้น การไปตามฟิตเนท หรือ ลานกิจกรรมกีฬาต่างๆ ทำให้คุณ ได้แฟนได้
โดย มนุษย์จะโยงความสุขจากกีฬากับการพบหน้าคุณ (ได้ผลมากนะ ขอบอก)
ส่วนพวกไร้มนุษย์สัมพันธ์ ก็แนะนำว่าลองหากิจกรรมที่เปิดกว้าง ลองทำไรหลายๆอย่าง
กฎของเกมส์กว่า 90% การเริ่มก่อนได้เปรียบเสมอ
ผลจากการวิจัยอีกชิ้นก็บอกว่า การพบกันกับเพื่อนต่างเพศที่หน้าตาดี ทำให้คุณดูดีไปด้วย มีเพื่อนต่างเพศ น่ารักๆ มากๆ ก็มีโอกาสได้แฟนดูดีครับ
3. หาอิสระทางการเงินซะ -
ไม่ต้องถึงกับรวย ได้ก็ดี แต่ ขยันและประหยัดซะหน่อย การมีแฟน ค่าใช้จ่ายสูง
นี่รวมถึงผู้หญิงด้วยนะ ต้องแต่งตัวให้ดูดีอีก ไหนจะซื้อเสื้อใหม่ๆ จะได้เทรนด์
ส่วนหนุ่มๆ วัฒนธรรมไทย เราเน้นการออกเงิน + รับส่ง โดยเฉพาะถ้าที่คุณจีบเป็น
สาว officeหรือ พริตตี้ นี่เขาตัวเลือกมาก ต้อง payได้ รูดปรื๊ดๆ
4. เปิดหูเปิดตาซะ -
ถามว่า ถ้าคุณเป็นหนุ่ม officeหรือนิสิตคณะ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เหล่าเพื่อนๆ ร่วมงานก็มีแฟนกันหมดแล้ว
คุณจะรอให้มีน้องใหม่เข้าสำนักงานแล้วค่อยจีบเหรอ?หรือจะรอแฟนติดรองเท้ามา...
แฟนไม่ใช่หมากฝรั่ง...จะได้ติดรองเท้าคุณมาได้
การเข้าไปขอเบอร์ ไม่แนะนำเพราะมันเสียกำลังใจ 1000 คนให้ ซัก 1 สำหรับคนหน้าตาไม่ดี
อย่าลืมว่าผับ ก็ทำได้แค่ความสัมพันธ์ระยะสั้น ขอเบอร์ในผับแค่ขับ Slkก็ได้แล้ว แต่ว่ามันไม่ Work
เราหาคู่ชีวิต...ไม่ใช่คู่นอน
เสริมเรื่องขอเบอร์ มีคนบอกว่า หากคุณได้เบอร์สาวคนไหนได้ ในที่สาธารณะ แสดงว่าสาวคนนั้น
พร้อมให้เบอร์ใครก็ได้ ที่มี โปรไฟล์เท่าคุณหรือสูงกว่าคุณ สรุปคือ เสียเวลามาก และไม่พ้นเจอแต่
พวกหว่านเสน่ห์ % สำเร็จมีเยอะ แต่ไม่เท่า การไปหาจากกลุ่มคนรู้จัก
*** คุณจะได้เบอร์ง่ายกว่า หากคุณไปสมัครเรียน ภาคพิเศษ ปริญญาโท หรือคอสสั้นๆ
ทำอาหาร สอนเต้น สอนดนตรี คอสกีฬา ถึงไม่ได้แฟนก็ได้สกิลเพิ่มนะ
การเรียนอาจจะมีจับกลุ่ม ลองมองคนที่สนใจคุณอยู่บ้าง ยิ่งถ้าดูดีจาก 3ข้อแรกมาแล้วโอกาสพลาดน้อยลงมากๆ
การเห็นหน้ากันซักครั้งนึง แล้วดูทีท่า อาจจะขอเบอร์เหมือนเสนอตัวช่วยเรื่องเรียนหรือให้เขาช่วย
แลกกับการดื่มกาแฟซักมื้อ แหม... มีแต่ได้กะได้
5. อย่ารอวาสนาเฟ้ยยยยยยย -
บางคนชอบบอกว่า ความรัก ถึงเวลาก็มาเอง ยิ่งไล่ตามยิ่งวิ่งหนี
บอกคำเดียวว่า ไม่จริง เห็นคนเยอะแยะที่รอความรักแล้วโสดไปจน 45 หรือ 55 แล้วก็พบว่า
ตัวเองโสด เลี้ยงหมา แล้วก็กินเงินประกันสังคมกับเงินประกันตัวเอง ตายอย่างเหน็บหนาวในห้องเช่าแคบๆ
เนื้อคู่ มีจริง แต่ใช่จะเจอกันทุกชาติภพ การคบใครซักคน มันไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อคู่ ขอแค่คนที่เหมาะจะอยู่กับคุณก็พอ
ทิ้งท้าย มี Joke เรื่องนึงของฝรั่ง มี ชายคนนึง ติดน้ำท่วมบนหลังคา ในขณะเกิดพายุ เมื่อมีเรือผ่านมา ช่วย เขาพูดว่า
"ไม่เป็นไร ผมจะสวดอ้อนวอนแล้ว พระเจ้าจะช่วยนำทางผมเอง" เมื่อมี ฮอ ผ่านมาเขาก็พูดเช่นเดียวกัน
สุดท้าย คนผู้นั้นตาย... พอถึงสวรรค์ เขาก็บ่นกับนักบุญปีเตอร์ "ทำไมพระองค์ไม่ช่วยผมล่ะ?"
นักบุญปีเตอร์เลยตอบไปว่า"ก็ส่งทั้งเรือ ทั้งเครื่องบินไปแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก"
คนเยอะแยะมองข้าม รักแท้ไปเพราะคิดว่ามันไม่ใช่รักแท้
ที่มา http://blog.eduzones.com/rangsit/35522#
สั้นๆ ว่า "แมนว้อย แมนนนนนนน" ไม่ใช่แมว คือ ทำตัวให้มันดูสมกับเป็นผู้ชายหน่อย
แต่ไม่ใช่โชว์พาว์น ทำเท่ห์ กินเหล้า สูบบุหรี่ อันนั้นเรียก กุ๊ยแล้ว...
ความมั่นใจ หาได้ในตัวเอง...วันนี้อ่านแล้วงงก็ช่างมัน พยายามมั่นใจ+หน้าด้าน
สำหรับสาวๆ คือ มั่นใจหน่อย แต่งตัว เลือกที่เหมาะกับตนเอง ไม่ตามแฟชั่น ไม่บ้าแบรนด์
อย่าไปไล่ตามใครจนเกินไป อย่าผูกติดว่าเราต้องรอให้มาจีบ
2. พัฒนาตัวเองซะ -
ใครขี้อายก็ต้องเข้าสังคม... อ้วนกลมก็ต้องออกกำลัง เสียค่าไปยิม เจียดเวลาไปออกกำลัง
มีผลวิจัยมาแล้วว่า คนเราหากพบกันหลังออกกำลังกาย ที่สารเอนโดรฟินหลั่ง จะสนิทกันเชิงชู้สาวง่าย
เพราะงั้น การไปตามฟิตเนท หรือ ลานกิจกรรมกีฬาต่างๆ ทำให้คุณ ได้แฟนได้
โดย มนุษย์จะโยงความสุขจากกีฬากับการพบหน้าคุณ (ได้ผลมากนะ ขอบอก)
ส่วนพวกไร้มนุษย์สัมพันธ์ ก็แนะนำว่าลองหากิจกรรมที่เปิดกว้าง ลองทำไรหลายๆอย่าง
กฎของเกมส์กว่า 90% การเริ่มก่อนได้เปรียบเสมอ
ผลจากการวิจัยอีกชิ้นก็บอกว่า การพบกันกับเพื่อนต่างเพศที่หน้าตาดี ทำให้คุณดูดีไปด้วย มีเพื่อนต่างเพศ น่ารักๆ มากๆ ก็มีโอกาสได้แฟนดูดีครับ
3. หาอิสระทางการเงินซะ -
ไม่ต้องถึงกับรวย ได้ก็ดี แต่ ขยันและประหยัดซะหน่อย การมีแฟน ค่าใช้จ่ายสูง
นี่รวมถึงผู้หญิงด้วยนะ ต้องแต่งตัวให้ดูดีอีก ไหนจะซื้อเสื้อใหม่ๆ จะได้เทรนด์
ส่วนหนุ่มๆ วัฒนธรรมไทย เราเน้นการออกเงิน + รับส่ง โดยเฉพาะถ้าที่คุณจีบเป็น
สาว officeหรือ พริตตี้ นี่เขาตัวเลือกมาก ต้อง payได้ รูดปรื๊ดๆ
4. เปิดหูเปิดตาซะ -
ถามว่า ถ้าคุณเป็นหนุ่ม officeหรือนิสิตคณะ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เหล่าเพื่อนๆ ร่วมงานก็มีแฟนกันหมดแล้ว
คุณจะรอให้มีน้องใหม่เข้าสำนักงานแล้วค่อยจีบเหรอ?หรือจะรอแฟนติดรองเท้ามา...
แฟนไม่ใช่หมากฝรั่ง...จะได้ติดรองเท้าคุณมาได้
การเข้าไปขอเบอร์ ไม่แนะนำเพราะมันเสียกำลังใจ 1000 คนให้ ซัก 1 สำหรับคนหน้าตาไม่ดี
อย่าลืมว่าผับ ก็ทำได้แค่ความสัมพันธ์ระยะสั้น ขอเบอร์ในผับแค่ขับ Slkก็ได้แล้ว แต่ว่ามันไม่ Work
เราหาคู่ชีวิต...ไม่ใช่คู่นอน
เสริมเรื่องขอเบอร์ มีคนบอกว่า หากคุณได้เบอร์สาวคนไหนได้ ในที่สาธารณะ แสดงว่าสาวคนนั้น
พร้อมให้เบอร์ใครก็ได้ ที่มี โปรไฟล์เท่าคุณหรือสูงกว่าคุณ สรุปคือ เสียเวลามาก และไม่พ้นเจอแต่
พวกหว่านเสน่ห์ % สำเร็จมีเยอะ แต่ไม่เท่า การไปหาจากกลุ่มคนรู้จัก
*** คุณจะได้เบอร์ง่ายกว่า หากคุณไปสมัครเรียน ภาคพิเศษ ปริญญาโท หรือคอสสั้นๆ
ทำอาหาร สอนเต้น สอนดนตรี คอสกีฬา ถึงไม่ได้แฟนก็ได้สกิลเพิ่มนะ
การเรียนอาจจะมีจับกลุ่ม ลองมองคนที่สนใจคุณอยู่บ้าง ยิ่งถ้าดูดีจาก 3ข้อแรกมาแล้วโอกาสพลาดน้อยลงมากๆ
การเห็นหน้ากันซักครั้งนึง แล้วดูทีท่า อาจจะขอเบอร์เหมือนเสนอตัวช่วยเรื่องเรียนหรือให้เขาช่วย
แลกกับการดื่มกาแฟซักมื้อ แหม... มีแต่ได้กะได้
5. อย่ารอวาสนาเฟ้ยยยยยยย -
บางคนชอบบอกว่า ความรัก ถึงเวลาก็มาเอง ยิ่งไล่ตามยิ่งวิ่งหนี
บอกคำเดียวว่า ไม่จริง เห็นคนเยอะแยะที่รอความรักแล้วโสดไปจน 45 หรือ 55 แล้วก็พบว่า
ตัวเองโสด เลี้ยงหมา แล้วก็กินเงินประกันสังคมกับเงินประกันตัวเอง ตายอย่างเหน็บหนาวในห้องเช่าแคบๆ
เนื้อคู่ มีจริง แต่ใช่จะเจอกันทุกชาติภพ การคบใครซักคน มันไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อคู่ ขอแค่คนที่เหมาะจะอยู่กับคุณก็พอ
ทิ้งท้าย มี Joke เรื่องนึงของฝรั่ง มี ชายคนนึง ติดน้ำท่วมบนหลังคา ในขณะเกิดพายุ เมื่อมีเรือผ่านมา ช่วย เขาพูดว่า
"ไม่เป็นไร ผมจะสวดอ้อนวอนแล้ว พระเจ้าจะช่วยนำทางผมเอง" เมื่อมี ฮอ ผ่านมาเขาก็พูดเช่นเดียวกัน
สุดท้าย คนผู้นั้นตาย... พอถึงสวรรค์ เขาก็บ่นกับนักบุญปีเตอร์ "ทำไมพระองค์ไม่ช่วยผมล่ะ?"
นักบุญปีเตอร์เลยตอบไปว่า"ก็ส่งทั้งเรือ ทั้งเครื่องบินไปแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก"
คนเยอะแยะมองข้าม รักแท้ไปเพราะคิดว่ามันไม่ใช่รักแท้
ที่มา http://blog.eduzones.com/rangsit/35522#
วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
| นิยามรักสุดซึ้ง | |||||||||||
|
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
นิยามความรัก
รวมนิยามความรัก (โดนๆ) คุณเป็นแบบนี้กันบ้างรึเปล่า?
ลองมาดูกันซิว่า ความรักในแต่ละรูปแบบนั้น แต่ละคนคิดกันอย่างไร หรือบางทีถ้าลองอ่านนิยามความรักแบบนี้ อาจจะทำให้คุณเข้าใจกับความรักมากขึ้นก็ได้นะ ^^
1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง
2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา
3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว
4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป
5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ
6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด
7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา
8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง
9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ
10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ
11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน
12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต
13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้
14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น
15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝันไปในที่ที่คุณต้องการไปเป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ
16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข
17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน
18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข
19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่ามันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา
20. คนที่มีความสุขที่สุดไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก
21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่ พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่า-ของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต
22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา
23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ
24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ
25. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็อาจจะต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป
26. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถือ ก็อาจจะต้องแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้มัน
27. ความรัก ง่ายที่เราจะหามัน แต่ยากที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป
28. ความรัก เป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะรักษามันไว้กับใจ หากคนทั้งคู่ ไม่ โง่…
อ่านแล้วชอบอันไหนกันบ้างไหมคะ ถ้ามีนิยามความรักอะไรดีๆก็ลองมาบอกต่อกันดูนะ …
ขอบคุณข้อมูลจาก www.teenee.com
ลองมาดูกันซิว่า ความรักในแต่ละรูปแบบนั้น แต่ละคนคิดกันอย่างไร หรือบางทีถ้าลองอ่านนิยามความรักแบบนี้ อาจจะทำให้คุณเข้าใจกับความรักมากขึ้นก็ได้นะ ^^
1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง
2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา
3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว
4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป
5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ
6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด
7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา
8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง
9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ
10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ
11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน
12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต
13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้
14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น
15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝันไปในที่ที่คุณต้องการไปเป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ
16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข
17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน
18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุข
19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่ามันเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวเรา ที่ปรากฎในพวกเขา
20. คนที่มีความสุขที่สุดไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก
21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่ พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่า-ของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิต
22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา
23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่แสนเจ็บปวด คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ
24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ
25. ความรักก็เหมือนกับการเสี่ยง คุณอาจจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่เสี่ยง คุณก็อาจจะต้องพบกับความล้มเหลวตลอดไป
26. ความรัก มักเหมือนแก้วบาง ถ้าหากคุณมือหนัก แก้วที่คุณถือ ก็อาจจะต้องแตกร้าวทุกครั้งที่คุณใช้มัน
27. ความรัก ง่ายที่เราจะหามัน แต่ยากที่จะรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป
28. ความรัก เป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะรักษามันไว้กับใจ หากคนทั้งคู่ ไม่ โง่…
อ่านแล้วชอบอันไหนกันบ้างไหมคะ ถ้ามีนิยามความรักอะไรดีๆก็ลองมาบอกต่อกันดูนะ …
ขอบคุณข้อมูลจาก www.teenee.com
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เหตุแห่งความรัก
“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้า จิตก็เลื่อมใส ”
“ ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกัน ในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ ”
เหมือนดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น ”
จึงจะเห็นว่าการที่หญิงชายมารักกัน ชอบกัน และอาจได้อยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มีปัจจัยมาจาก ๒ ประการดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุให้รู้ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ ฯลฯ อีกมากมาย
ที่มา
http://www.dhammajak.net/dhamma/33.html
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
มนุษย์โฮโมอีเรคตัส (บรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน) กับ มนุษย์นีแอนเดอร์ธอล (Neanderthals) อาศัยอยู่ในยุโรปมานานก่อนที่มีมนุษย์ปัจจุบัน (โฮโมเซเปียน หรือ Homo sapiens)
กระดูกของมนุษย์ยุคแรก ๆ ในยุโรปถูกพบที่เมือง Dmanisi ประเทศจอร์เจีย ซึ่งกระดูกเหล่านั้นคาดว่ามีอายุราว ๆ 2 ล้านปีก่อนคริสตกาล หลักฐานของมนุษย์ที่มีโครงสร้างสรีระคล้ายมนุษย์ปัจจุบันที่ปรากฏในยุโรปที่เก่าที่สุดนั้นคือประมาณ 35,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่หลักฐานแสดงการตั้งรกรากถาวรนั้นแสดงอยู่ราว ๆ 7000 ปีก่อนคริสตกาลในประเทศบัลแกเรีย โรมาเนีย และ กรีซ
ยุโรปกลางเข้าสู่ยุคหินใหม่ (Neolithic) ในช่วงราว ๆ 6000 ปีก่อนคริสตกาลก่อนหลาย ๆ ที่ในยุโรปเหนือซึ่งเข้าสู่ยุคหินใหม่ในช่วงราว ๆ 5000 ถึง 4000 ปีก่อนคริสตกาล
ราว ๆ 2000 ปีก่อนคริสตกาลเริ่มมีอารยธรรมที่มีความรู้ทางการอ่าน-เขียนในยุโรปคืออารยธรรมของพวกมิโนน (Minoans) ที่เกาะcrete และตามด้วยพวกไมเซเนียน (Myceneans) (ทั้งสองอารยธรรมอยู่ราว ๆ บริเวณซึ่งเป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน)
ราว ๆ 400 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมลาทีเน่ (La Tène) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในยุคเหล็กได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วภาคพื้น พวกอีทรัสกัน (Etruscans) ได้เข้าไปตั้งรกรากในตอนกลางของอิตาลีและลอมบาดี (Lombady) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอิตาลีปัจจุบัน
[แก้]สงครามโทรจัน
ดูบทความหลัก: สงครามเมืองทรอย
พวกกรีกที่ตั้งรกรากที่เมืองไมเซเน (Mycaenae) เริ่มมีอำนาจมากขึ้นบุกรุกขยายอาณาเขตไปยังอีกฟากหนึ่งของทะเลอีเจียน ยังเมืองของพวกโทรจัน ทรอยเป็นเมืองท่าที่เจริญอยู่ที่ปากทางเข้าทะเลดำที่ใครๆ ก็ต้องการเป็นเจ้าของ พวกไมเซเน่บุกไปยังทรอยแต่ก็ไม่น่าจะทำลายมันลง มีข้อสันนิษฐานว่ามันเป็นเพราะแผ่นดินไหวมากกว่า
มหากาพอีเลียด ว่ากันว่าเล่ากันมาโดยนักเล่าเรื่องแสดงปาหี่เร่ร่อนในยุคที่แค่เรื่องต้นไม้พูดได้ก็ทำให้ผู้คนตกใจกลัวกันได้แล้ว นักแสดงเหล่านี้ต้องสรรหาเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาทำให้ผู้ชมสนุกสนาน โฮเมอร์ ก็คงรวบรวมขึ้นมาเป็นเรื่องราวในอีกหลายร้อยปีให้หลัง
[แก้]ยุคเก่า
[แก้]สาธารณรัฐโรม
พวกโรมันมีกษัตริย์ปกครองกันเรื่อยมาหลังจากตำนานของ โรมูลุส (Romulus) กษัตริย์ลูกหมาป่าที่ก่อตั้งกรุงโรม จนมาถึงรุ่นของกษัตริย์ทาควิน (Tarquin the pround) เป็นองค์สุดท้าย ว่ากันว่าชาวโรมันไม่พอใจที่ทาควินสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มากมายจนประชาชนเดือดร้อนทำให้มีตระกูลชั้นสูงพวกพาร์ทริเชียน (Partrician) ที่มีอำนาจในกรุงโรมนำโดยสกุล บรูตัส (Brutus) พากันขับไล่ไสส่งเขาออกมา
แต่กระนั้นก็ตามทาควินก็ไม่ลดละความพยายามที่จะทวงบัลลังค์ของเขากลับมา อ้างว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นก็เพื่อชาวโรมันนำกำลังของรัฐต่างถิ่นเข้ามาตีกรุงโรม แต่ก็ถูกชาวโรมันยันกลับไป
ตั้งแต่นั้นมาชาวโรมันก็ใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐปกครองโดยสภาซีเนตมาถึงสี่ร้อยปีจวบจนมาถึงยุคของจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) จักรพรรดิพระองค์แรกของอาณาจักรโรมัน
ยุโรปประมาณปี 220 ก่อน ค.ศ.
[แก้]สงครามกรีก-เปอร์เซีย และสงครามเปโลโปนีเซีย
สงครามกรีก-เปอร์เซีย คือสงครามของพวกกรีกกับชาวเปอร์เซียที่บุกมาจากทางฝั่งอาหรับเข้ามาทางตอนเหนือ ประวัติศาสตร์ได้จดบันทึกวีรกรรมของชาวสปาร์ตา (Sparta) ที่ไปรบขวางพวกเปอร์เซียที่มีเป็นแสนได้ด้วยกำลังคนไม่กี่พันที่ช่องเขา“เทอร์โมพีเล” (Thermopylae) นำโดยกษัตริย์“เลโอไนดาสที่ 1” (Leonidas I) หยุดพวกเปอร์เซียไว้ได้หลายวันก่อนที่จะถูกทำลาย ถ่วงเวลาให้ชาวกรีกมีเวลาตั้งตัวต่อกรกับชาวเปอร์เซียได้สำเร็จในภายหลัง
สงครามเปโลโปนีเซีย เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐของชาวเอเธนส์ (Athen) มหาอำนาจทางทะเลกับชาวสปาต้าร์ชนชาตินักรบหลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียได้ไม่นาน
ชาวสปาร์ตาไปขอความช่วยเหลือจากพวกเปอร์เซียให้ช่วยต่อเรือไปสู้กับชาวเอเธนส์ ตัดเสบียงทางทะเลจนชาวเอเธนส์อดอยากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด หลังจากสงครามครั้งนี้รัฐกรีกก็เริ่มทำสงครามกันเรื่อยมาทำให้เสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็วจนการมาถึงของชาว มาซีดอน (Macedon)
[แก้]พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ในขณะที่รัฐของกรีกแตกกระจายเป็นก๊ก ๆ ชาวมาซีดอนทางตอนเหนือก็เรืองอำนาจขึ้นมา ฟิลลิปป์ (Phillip) เป็นผู้ที่เริ่มสร้างฐานอำนาจนำกองทัพบุกรัฐกรีกขึ้นเป็นผู้นำสมาพันธ์กรีกกุมอำนาจไว้ในมือ
หลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียชาวกรีกก็ยังแค้นไม่หาย พยายามอย่างยิ่งที่จะบุกเข้าไปบ้าง ฟิลลิปป์สร้างกองทัพของเขาบ้างหลังจากที่รวมกรีกไว้ได้ แต่ก็มาถูกสังหารเสียก่อน คราวนี้ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the great) ลูกชายเพียงคนเดียวก็ขึ้นมาครองอำนาจแทน นำทัพสู้กับชาวเปอร์เซียบุกลงไปถึง “อียิปต์" จนชาวเปอร์เซียที่เคยรุ่งเรืองมากที่สุดอาณาจักรหนึ่งต้องมาเสื่อมอำนาจลงไป
อเล็กซานเดอร์ยังไม่พอใจกับชัยชนะเพียงแค่นี้เขายังนำกองทัพบุกไปถึงอินเดีย แต่ก็ไปต่อไม่ไหวเนื่องจากห่าฝน[ฝนตกหนัก]ที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาของดินแดนเขตร้อน ทหารก็เหนื่อยอ่อนจากการทำศึกหนักอย่างยาวนาน และคิดถึงบ้าน จนจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเกิดเสียที เขาล่องเรือทางแม่น้ำสินธุมาถึงบาบิโลน (ระหว่างแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส ในปัจจุบัน) และตั้งเมืองหลวงที่นั่น
อเล็กซานเดอร์กลับบ้านไปได้ไม่ทันไรก็มาด่วนตายตอนอายุสามสิบสามปี นักประวัติศาสตร์บันทึกสาเหตุว่าเป็นเพราะการดื่มเหล้าอย่างหนักในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งจนร่างกายของเขารับไม่ไหว แต่บางคนก็แย้งว่าเขาถูกวางยาพิษ จากนั้นอาณาจักรของเขาได้ถูกแย่งกันในหมู่แม่ทัพของกรีก คือ แคสแซนเดอร์ ไลซิมคัส เซลิวคัส และ ปโตเลมี
[แก้]สงครามปุนิค
ชาวคาเทจสืบเชื้อสายมาจากชาวโพนีเชียนที่เคยรุ่งเรืองด้วยการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาแต่โบราณ เป็นอาณานิคมท่าเรือทางชายฝั่งของแอฟริกา เริ่มทำสงครามกับพวกโรมันที่เกาะซิซิลี (Sicily) ทางตอนใต้ของอิตาลีเป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
สงครามพิวนิกมาสิ้นสุดลงในสมัยของจอมทัพ ฮันนิบาล (Hannibal) ที่นำกำลังบุกอิตาลีจากทางสเปนโดยข้ามเทือกเขาแอลป์เข้าไปยังตอนกลางของอิตาลีและยึดเมือง คาร์ปัวน์ (Capua) ที่สำคัญของโรมันเอาไว้ได้ แต่ฮันนิบาลก็ไม่สามารถรักษาสถานะภาพของเขาที่ประเทศอิตาลี(Italy)ได้ตลอดลอดฝั่ง เนื่องจากการที่กองทัพเรือของคาเทจ(Carthage)ได้ถูกทำลายลงไปทำให้ไม่มีกำลังสนับสนุนจากกรุงคาเทจเข้ามาเลยจนต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด
พวกโรมันนำโดยขุนศึกตระกูล สซิพิไอ (Scipii) เริ่มตีโต้กลับจากสเปนไล่ไปจนถึงที่แอฟริกา สงครามชี้ขาดเกิดขึ้นที่ทางตอนใต้ของกรุงคาเทจ สซิพิโอนำกองทัพกำลังของเขาฆ่าทัพของฮันนิบาลจนทำให้พวกคาเทจไม่สามารถมารบได้อีกเลยแล้วแอฟริกาก็ตกไปอยู่ในมือของพวกโรมัน ในที่สุด
[แก้]สปาร์ตาคัส
สงครามในต่างแดนทำให้พวกโรมันมีทาสเข้ามาทำงานในอิตาลีมากมาย สปาร์ตาคัส เป็นทาสชาว ธเรส (Thrace) ที่เข้ามาเป็นแกลดิเอเตอร์แล้วก่อกบฏขึ้นมาที่เมืองคาร์ปัวน์ เป็นผู้นำรวบรวมกบฏทาสจากชนชาติต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก บุกขึ้นไปทางเหนือเอาชนะกองทัพโรมันไปตลอดทางจนถึงดินแดนกอล
แต่ก็วกกลับเข้ามาอีกครั้งจากความโลภของพวกเขา คราวนี้ชาวโรมันไม่พลาดท่าอีกแล้วส่ง คราสซุส กงสุลที่จะต้องมาทัดทานอำนาจกับซีซาร์ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง นำทัพมาปราบพวกทาสได้อย่างราบคาบ แล้วคราสซุสก็สั่งให้สปาร์ตาคัสต่อสู้กับเพื่อนเขาจนตายถ้าใครชนะก็ต้องถูกจับถอดเสื้อแล้วนำไปตรึงกับไม้กางเขนแต่สปาร์ตาคัสด้วยความไม่อยากให้เพื่อนถูกตรึงบนไม้กางเขนเขาจึงต้องฆ่าเพื่อนเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องทรมานอยู่บนไม้กางเขนแล้วเมือถึงรุ่งเช้าวันต่อมาสปาร์ตาคัสก็ถูกจับถอดเสื้อแล้วตรึงกางเขนอย่างเหียมโหดมากพวกทาสถูกจับถอดเสื้อเพื่อเป็นการประจานสปาร์ตาคัสแล้วจับตรึงไม้กางเขนไปตลอดทางยาวของถนนจากกรุงคาร์ปัวน์ไปยังโรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
[แก้]ซีซาร์ ออกัสตัส
ตระกูล “จูลิอาย” (Julii) เป็นหนึ่งในพวกพาร์ทิเชียนของโรมมีบทบาทในการเมืองของโรมมานาน จูเลียส ซีซาร์เป็นลูกหลานของตระกูลที่จะเปลี่ยนแปลงโรม ซีซาร์สร้างชื่อจากการนำทัพของโรมบุกไปยังดินแดนกอลในประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน ชาวโรมมันกลัวพวกคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มานานมากแล้ว เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยถูกพวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในถึงกรุงโรมปล้นสดมได้ไปเป็นอันมาก
ประชาชนเริ่มนิยมในตัวซีซาร์จนทำให้สภาสูง (Senate) เกิดระแวงขึ้นมาวางแผนที่จะกำจัดเขา ซีซาร์ใช้ข้ออ้างนี้ในการก่อสงครามกลางเมืองกับ “ปอมเปย์” (Pompey) กงสุลจอมทัพที่เคยออกรบกับพวก “พอนติก” (Pontic) แต่ก็ไม่มีใครต้านเขาได้ ซีซาร์นำทัพเข้ากรุงโรมและสามารถไปรับหัวของปอมปีย์ได้ที่อียิปต์ แถมยังได้ราชินีโฉมงามพระนางคลีโอพัตรา กลับมาอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ยอมขึ้นเป็นจักรพรรดิจนกระทั่งถูกสถาสูงรุมสังหาร
“ออกุสตุส ซีซาร์” ลูกบุญธรรมขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากเขา แล้วก็เกิดสงครามกลางเมืองกันอีกครั้งกับ “มาร์ค แอนโทนี” (Mark Antony) นายทัพของซีซาร์ในสงครามกับพวกกอล อ๊อคเตเวียนรุกไล่มาร์คแอนโทนีไปถึงอียิปต์ ที่ซึ่งเขากับพระนางคลีโอพัตราได้ฆ่าตัวตายเป็นเหตุการณ์ที่เช็คสเปียร์นำมาแต่งเป็นบทละคร
เมื่อชนะสงคราม อ๊อคเตเวียนก็ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรโรมัน ใช้ชื่อว่าจักรพรรดิ “ออกัสตัส”
[แก้]กรุงคอนสแตนติโนเปิล
โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วนตะวันออกกับตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออกที่ทำสงครามชนะ สามารถบุกเข้าโรมร่วมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวันออก เขาจึงย้ายเมืองหลวงไปที่ คอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งก็ตั้งตามชื่อของเขาเอง ซึ่งเดิมชื่อ ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium)
ในช่วงวาระสุดท้ายคอนสแตนตินก็หันไปพึ่งศาสนาในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง มีเรื่องเล่าว่าครั้งที่คอนแสตนตินจะข้ามแม่น้ำไปยังกรุงโรมในสมัยสงครามกลางเมืองเขาได้เห็นนิมิตจากสวรรค์ (ชึ่งก็พึ่งจะแปลความหมายออกตอนนอนป่วย) เขาทำให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของจักรวรรดิ ซึ่งกฎหมายของพวกโรมันบังคับให้ประชาชนต้องหันมานับถือ
[แก้]การล่มสลายของกรุงโรม
พวกคนเถื่อนทางตอนเหนือของยุโรปก้าวร้าวบุกรุกอาณาจักรโรมันกันเป็นว่าเล่น หนึ่งในนั้นมี “แอตติลา” (Attila) ผู้นำของคนเถื่อนที่เป็นตำนาน รวบรวมเหล่าคนเถื่อนมาไว้ด้วยกันนำกำลังบุกเข้าไปในอาณาจักร โรมันแต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปถึงกรุงโรมได้ถูกพวกโรมันหยุดยั้งไว้ได้ก่อน แล้วก็มาด่วนตายไป
แต่การกระทำของแอตติลาก็ส่งผลให้พวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในอาณาจักรโรมัน จนในที่สุดกรุงโรมก็ถูกตีแตกโดยพวกเยอรมัน เป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของพวกโรมันในยุโรปตะวันตก คงเหลือแต่พวกโรมันที่กรุงคอนสแตนติโนเบิลเท่านั้นที่ยังคงแผ่อิทฺธิพลออกไป
ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B
มนุษย์โฮโมอีเรคตัส (บรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน) กับ มนุษย์นีแอนเดอร์ธอล (Neanderthals) อาศัยอยู่ในยุโรปมานานก่อนที่มีมนุษย์ปัจจุบัน (โฮโมเซเปียน หรือ Homo sapiens)
กระดูกของมนุษย์ยุคแรก ๆ ในยุโรปถูกพบที่เมือง Dmanisi ประเทศจอร์เจีย ซึ่งกระดูกเหล่านั้นคาดว่ามีอายุราว ๆ 2 ล้านปีก่อนคริสตกาล หลักฐานของมนุษย์ที่มีโครงสร้างสรีระคล้ายมนุษย์ปัจจุบันที่ปรากฏในยุโรปที่เก่าที่สุดนั้นคือประมาณ 35,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่หลักฐานแสดงการตั้งรกรากถาวรนั้นแสดงอยู่ราว ๆ 7000 ปีก่อนคริสตกาลในประเทศบัลแกเรีย โรมาเนีย และ กรีซ
ยุโรปกลางเข้าสู่ยุคหินใหม่ (Neolithic) ในช่วงราว ๆ 6000 ปีก่อนคริสตกาลก่อนหลาย ๆ ที่ในยุโรปเหนือซึ่งเข้าสู่ยุคหินใหม่ในช่วงราว ๆ 5000 ถึง 4000 ปีก่อนคริสตกาล
ราว ๆ 2000 ปีก่อนคริสตกาลเริ่มมีอารยธรรมที่มีความรู้ทางการอ่าน-เขียนในยุโรปคืออารยธรรมของพวกมิโนน (Minoans) ที่เกาะcrete และตามด้วยพวกไมเซเนียน (Myceneans) (ทั้งสองอารยธรรมอยู่ราว ๆ บริเวณซึ่งเป็นประเทศกรีซในปัจจุบัน)
ราว ๆ 400 ปีก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมลาทีเน่ (La Tène) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมในยุคเหล็กได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วภาคพื้น พวกอีทรัสกัน (Etruscans) ได้เข้าไปตั้งรกรากในตอนกลางของอิตาลีและลอมบาดี (Lombady) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอิตาลีปัจจุบัน
[แก้]สงครามโทรจัน
ดูบทความหลัก: สงครามเมืองทรอย
พวกกรีกที่ตั้งรกรากที่เมืองไมเซเน (Mycaenae) เริ่มมีอำนาจมากขึ้นบุกรุกขยายอาณาเขตไปยังอีกฟากหนึ่งของทะเลอีเจียน ยังเมืองของพวกโทรจัน ทรอยเป็นเมืองท่าที่เจริญอยู่ที่ปากทางเข้าทะเลดำที่ใครๆ ก็ต้องการเป็นเจ้าของ พวกไมเซเน่บุกไปยังทรอยแต่ก็ไม่น่าจะทำลายมันลง มีข้อสันนิษฐานว่ามันเป็นเพราะแผ่นดินไหวมากกว่า
มหากาพอีเลียด ว่ากันว่าเล่ากันมาโดยนักเล่าเรื่องแสดงปาหี่เร่ร่อนในยุคที่แค่เรื่องต้นไม้พูดได้ก็ทำให้ผู้คนตกใจกลัวกันได้แล้ว นักแสดงเหล่านี้ต้องสรรหาเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาทำให้ผู้ชมสนุกสนาน โฮเมอร์ ก็คงรวบรวมขึ้นมาเป็นเรื่องราวในอีกหลายร้อยปีให้หลัง
[แก้]ยุคเก่า
[แก้]สาธารณรัฐโรม
พวกโรมันมีกษัตริย์ปกครองกันเรื่อยมาหลังจากตำนานของ โรมูลุส (Romulus) กษัตริย์ลูกหมาป่าที่ก่อตั้งกรุงโรม จนมาถึงรุ่นของกษัตริย์ทาควิน (Tarquin the pround) เป็นองค์สุดท้าย ว่ากันว่าชาวโรมันไม่พอใจที่ทาควินสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มากมายจนประชาชนเดือดร้อนทำให้มีตระกูลชั้นสูงพวกพาร์ทริเชียน (Partrician) ที่มีอำนาจในกรุงโรมนำโดยสกุล บรูตัส (Brutus) พากันขับไล่ไสส่งเขาออกมา
แต่กระนั้นก็ตามทาควินก็ไม่ลดละความพยายามที่จะทวงบัลลังค์ของเขากลับมา อ้างว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นก็เพื่อชาวโรมันนำกำลังของรัฐต่างถิ่นเข้ามาตีกรุงโรม แต่ก็ถูกชาวโรมันยันกลับไป
ตั้งแต่นั้นมาชาวโรมันก็ใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐปกครองโดยสภาซีเนตมาถึงสี่ร้อยปีจวบจนมาถึงยุคของจักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) จักรพรรดิพระองค์แรกของอาณาจักรโรมัน
ยุโรปประมาณปี 220 ก่อน ค.ศ.
[แก้]สงครามกรีก-เปอร์เซีย และสงครามเปโลโปนีเซีย
สงครามกรีก-เปอร์เซีย คือสงครามของพวกกรีกกับชาวเปอร์เซียที่บุกมาจากทางฝั่งอาหรับเข้ามาทางตอนเหนือ ประวัติศาสตร์ได้จดบันทึกวีรกรรมของชาวสปาร์ตา (Sparta) ที่ไปรบขวางพวกเปอร์เซียที่มีเป็นแสนได้ด้วยกำลังคนไม่กี่พันที่ช่องเขา“เทอร์โมพีเล” (Thermopylae) นำโดยกษัตริย์“เลโอไนดาสที่ 1” (Leonidas I) หยุดพวกเปอร์เซียไว้ได้หลายวันก่อนที่จะถูกทำลาย ถ่วงเวลาให้ชาวกรีกมีเวลาตั้งตัวต่อกรกับชาวเปอร์เซียได้สำเร็จในภายหลัง
สงครามเปโลโปนีเซีย เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐของชาวเอเธนส์ (Athen) มหาอำนาจทางทะเลกับชาวสปาต้าร์ชนชาตินักรบหลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียได้ไม่นาน
ชาวสปาร์ตาไปขอความช่วยเหลือจากพวกเปอร์เซียให้ช่วยต่อเรือไปสู้กับชาวเอเธนส์ ตัดเสบียงทางทะเลจนชาวเอเธนส์อดอยากต้องยอมแพ้ไปในที่สุด หลังจากสงครามครั้งนี้รัฐกรีกก็เริ่มทำสงครามกันเรื่อยมาทำให้เสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็วจนการมาถึงของชาว มาซีดอน (Macedon)
[แก้]พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
ในขณะที่รัฐของกรีกแตกกระจายเป็นก๊ก ๆ ชาวมาซีดอนทางตอนเหนือก็เรืองอำนาจขึ้นมา ฟิลลิปป์ (Phillip) เป็นผู้ที่เริ่มสร้างฐานอำนาจนำกองทัพบุกรัฐกรีกขึ้นเป็นผู้นำสมาพันธ์กรีกกุมอำนาจไว้ในมือ
หลังจากสงครามกับพวกเปอร์เซียชาวกรีกก็ยังแค้นไม่หาย พยายามอย่างยิ่งที่จะบุกเข้าไปบ้าง ฟิลลิปป์สร้างกองทัพของเขาบ้างหลังจากที่รวมกรีกไว้ได้ แต่ก็มาถูกสังหารเสียก่อน คราวนี้ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the great) ลูกชายเพียงคนเดียวก็ขึ้นมาครองอำนาจแทน นำทัพสู้กับชาวเปอร์เซียบุกลงไปถึง “อียิปต์" จนชาวเปอร์เซียที่เคยรุ่งเรืองมากที่สุดอาณาจักรหนึ่งต้องมาเสื่อมอำนาจลงไป
อเล็กซานเดอร์ยังไม่พอใจกับชัยชนะเพียงแค่นี้เขายังนำกองทัพบุกไปถึงอินเดีย แต่ก็ไปต่อไม่ไหวเนื่องจากห่าฝน[ฝนตกหนัก]ที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาของดินแดนเขตร้อน ทหารก็เหนื่อยอ่อนจากการทำศึกหนักอย่างยาวนาน และคิดถึงบ้าน จนจอมทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเกิดเสียที เขาล่องเรือทางแม่น้ำสินธุมาถึงบาบิโลน (ระหว่างแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส ในปัจจุบัน) และตั้งเมืองหลวงที่นั่น
อเล็กซานเดอร์กลับบ้านไปได้ไม่ทันไรก็มาด่วนตายตอนอายุสามสิบสามปี นักประวัติศาสตร์บันทึกสาเหตุว่าเป็นเพราะการดื่มเหล้าอย่างหนักในงานเลี้ยงครั้งหนึ่งจนร่างกายของเขารับไม่ไหว แต่บางคนก็แย้งว่าเขาถูกวางยาพิษ จากนั้นอาณาจักรของเขาได้ถูกแย่งกันในหมู่แม่ทัพของกรีก คือ แคสแซนเดอร์ ไลซิมคัส เซลิวคัส และ ปโตเลมี
[แก้]สงครามปุนิค
ชาวคาเทจสืบเชื้อสายมาจากชาวโพนีเชียนที่เคยรุ่งเรืองด้วยการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาแต่โบราณ เป็นอาณานิคมท่าเรือทางชายฝั่งของแอฟริกา เริ่มทำสงครามกับพวกโรมันที่เกาะซิซิลี (Sicily) ทางตอนใต้ของอิตาลีเป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
สงครามพิวนิกมาสิ้นสุดลงในสมัยของจอมทัพ ฮันนิบาล (Hannibal) ที่นำกำลังบุกอิตาลีจากทางสเปนโดยข้ามเทือกเขาแอลป์เข้าไปยังตอนกลางของอิตาลีและยึดเมือง คาร์ปัวน์ (Capua) ที่สำคัญของโรมันเอาไว้ได้ แต่ฮันนิบาลก็ไม่สามารถรักษาสถานะภาพของเขาที่ประเทศอิตาลี(Italy)ได้ตลอดลอดฝั่ง เนื่องจากการที่กองทัพเรือของคาเทจ(Carthage)ได้ถูกทำลายลงไปทำให้ไม่มีกำลังสนับสนุนจากกรุงคาเทจเข้ามาเลยจนต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด
พวกโรมันนำโดยขุนศึกตระกูล สซิพิไอ (Scipii) เริ่มตีโต้กลับจากสเปนไล่ไปจนถึงที่แอฟริกา สงครามชี้ขาดเกิดขึ้นที่ทางตอนใต้ของกรุงคาเทจ สซิพิโอนำกองทัพกำลังของเขาฆ่าทัพของฮันนิบาลจนทำให้พวกคาเทจไม่สามารถมารบได้อีกเลยแล้วแอฟริกาก็ตกไปอยู่ในมือของพวกโรมัน ในที่สุด
[แก้]สปาร์ตาคัส
สงครามในต่างแดนทำให้พวกโรมันมีทาสเข้ามาทำงานในอิตาลีมากมาย สปาร์ตาคัส เป็นทาสชาว ธเรส (Thrace) ที่เข้ามาเป็นแกลดิเอเตอร์แล้วก่อกบฏขึ้นมาที่เมืองคาร์ปัวน์ เป็นผู้นำรวบรวมกบฏทาสจากชนชาติต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก บุกขึ้นไปทางเหนือเอาชนะกองทัพโรมันไปตลอดทางจนถึงดินแดนกอล
แต่ก็วกกลับเข้ามาอีกครั้งจากความโลภของพวกเขา คราวนี้ชาวโรมันไม่พลาดท่าอีกแล้วส่ง คราสซุส กงสุลที่จะต้องมาทัดทานอำนาจกับซีซาร์ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง นำทัพมาปราบพวกทาสได้อย่างราบคาบ แล้วคราสซุสก็สั่งให้สปาร์ตาคัสต่อสู้กับเพื่อนเขาจนตายถ้าใครชนะก็ต้องถูกจับถอดเสื้อแล้วนำไปตรึงกับไม้กางเขนแต่สปาร์ตาคัสด้วยความไม่อยากให้เพื่อนถูกตรึงบนไม้กางเขนเขาจึงต้องฆ่าเพื่อนเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องทรมานอยู่บนไม้กางเขนแล้วเมือถึงรุ่งเช้าวันต่อมาสปาร์ตาคัสก็ถูกจับถอดเสื้อแล้วตรึงกางเขนอย่างเหียมโหดมากพวกทาสถูกจับถอดเสื้อเพื่อเป็นการประจานสปาร์ตาคัสแล้วจับตรึงไม้กางเขนไปตลอดทางยาวของถนนจากกรุงคาร์ปัวน์ไปยังโรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
[แก้]ซีซาร์ ออกัสตัส
ตระกูล “จูลิอาย” (Julii) เป็นหนึ่งในพวกพาร์ทิเชียนของโรมมีบทบาทในการเมืองของโรมมานาน จูเลียส ซีซาร์เป็นลูกหลานของตระกูลที่จะเปลี่ยนแปลงโรม ซีซาร์สร้างชื่อจากการนำทัพของโรมบุกไปยังดินแดนกอลในประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน ชาวโรมมันกลัวพวกคนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้มานานมากแล้ว เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยถูกพวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในถึงกรุงโรมปล้นสดมได้ไปเป็นอันมาก
ประชาชนเริ่มนิยมในตัวซีซาร์จนทำให้สภาสูง (Senate) เกิดระแวงขึ้นมาวางแผนที่จะกำจัดเขา ซีซาร์ใช้ข้ออ้างนี้ในการก่อสงครามกลางเมืองกับ “ปอมเปย์” (Pompey) กงสุลจอมทัพที่เคยออกรบกับพวก “พอนติก” (Pontic) แต่ก็ไม่มีใครต้านเขาได้ ซีซาร์นำทัพเข้ากรุงโรมและสามารถไปรับหัวของปอมปีย์ได้ที่อียิปต์ แถมยังได้ราชินีโฉมงามพระนางคลีโอพัตรา กลับมาอีกด้วย แต่เขาก็ไม่ยอมขึ้นเป็นจักรพรรดิจนกระทั่งถูกสถาสูงรุมสังหาร
“ออกุสตุส ซีซาร์” ลูกบุญธรรมขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อจากเขา แล้วก็เกิดสงครามกลางเมืองกันอีกครั้งกับ “มาร์ค แอนโทนี” (Mark Antony) นายทัพของซีซาร์ในสงครามกับพวกกอล อ๊อคเตเวียนรุกไล่มาร์คแอนโทนีไปถึงอียิปต์ ที่ซึ่งเขากับพระนางคลีโอพัตราได้ฆ่าตัวตายเป็นเหตุการณ์ที่เช็คสเปียร์นำมาแต่งเป็นบทละคร
เมื่อชนะสงคราม อ๊อคเตเวียนก็ตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรโรมัน ใช้ชื่อว่าจักรพรรดิ “ออกัสตัส”
[แก้]กรุงคอนสแตนติโนเปิล
โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วนตะวันออกกับตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออกที่ทำสงครามชนะ สามารถบุกเข้าโรมร่วมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวันออก เขาจึงย้ายเมืองหลวงไปที่ คอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งก็ตั้งตามชื่อของเขาเอง ซึ่งเดิมชื่อ ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium)
ในช่วงวาระสุดท้ายคอนสแตนตินก็หันไปพึ่งศาสนาในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง มีเรื่องเล่าว่าครั้งที่คอนแสตนตินจะข้ามแม่น้ำไปยังกรุงโรมในสมัยสงครามกลางเมืองเขาได้เห็นนิมิตจากสวรรค์ (ชึ่งก็พึ่งจะแปลความหมายออกตอนนอนป่วย) เขาทำให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของจักรวรรดิ ซึ่งกฎหมายของพวกโรมันบังคับให้ประชาชนต้องหันมานับถือ
[แก้]การล่มสลายของกรุงโรม
พวกคนเถื่อนทางตอนเหนือของยุโรปก้าวร้าวบุกรุกอาณาจักรโรมันกันเป็นว่าเล่น หนึ่งในนั้นมี “แอตติลา” (Attila) ผู้นำของคนเถื่อนที่เป็นตำนาน รวบรวมเหล่าคนเถื่อนมาไว้ด้วยกันนำกำลังบุกเข้าไปในอาณาจักร โรมันแต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะบุกเข้าไปถึงกรุงโรมได้ถูกพวกโรมันหยุดยั้งไว้ได้ก่อน แล้วก็มาด่วนตายไป
แต่การกระทำของแอตติลาก็ส่งผลให้พวกคนเถื่อนบุกเข้าไปในอาณาจักรโรมัน จนในที่สุดกรุงโรมก็ถูกตีแตกโดยพวกเยอรมัน เป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของพวกโรมันในยุโรปตะวันตก คงเหลือแต่พวกโรมันที่กรุงคอนสแตนติโนเบิลเท่านั้นที่ยังคงแผ่อิทฺธิพลออกไป
ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B
นักรบในตำนาน....
เอาใจคอนักรบคอเกมส์กันซัหน่อยแล้วกานน่ะครับ จากเกมส์ Assasin seed 3 ดูเอาเท่ เล่นเกมส์เอาความมันส์ รักชอบจริงซื้อแผ่นแท้น่ะครับ สนับสนุนกัน
ที่มา : http://www.google.co.th/imgres?hl=th&biw=1382&bih=708&tbm=isch&tbnid=IpxHMfrpi5QV0M:&imgrefurl=https://www.zest.co.th/content/view/id/3710/&docid=7BWGVIx6LQjKMM&imgurl=https://www.zest.co.th/asset/picpc/image/16042010_ezio_thumb.jpg&w=600&h=671&ei=cI7_T6a_C8ftrAfmgqSqBg&zoom=1&iact=hc&vpx=755&vpy=279&dur=874&hovh=237&hovw=212&tx=117&ty=135&sig=100104608875948635462&page=1&tbnh=149&tbnw=107&start=0&ndsp=17&ved=1t:429,r:14,s:0,i:115
ที่มา : http://www.google.co.th/imgres?hl=th&biw=1382&bih=708&tbm=isch&tbnid=IpxHMfrpi5QV0M:&imgrefurl=https://www.zest.co.th/content/view/id/3710/&docid=7BWGVIx6LQjKMM&imgurl=https://www.zest.co.th/asset/picpc/image/16042010_ezio_thumb.jpg&w=600&h=671&ei=cI7_T6a_C8ftrAfmgqSqBg&zoom=1&iact=hc&vpx=755&vpy=279&dur=874&hovh=237&hovw=212&tx=117&ty=135&sig=100104608875948635462&page=1&tbnh=149&tbnw=107&start=0&ndsp=17&ved=1t:429,r:14,s:0,i:115
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)